ค้นหาใน บมจ.ไทยเศรษฐกิจประกันภัย ค้นหาใน Google
ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับ ‘รถ’

ที่ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ (ตอนที่สอง)

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ได้ให้ความหมายของคำว่า “รถ” ไว้ดังนี้

“รถ” หมายความว่า รถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ รถตามกฎหมายว่า ด้วยการขนส่งทางบก รถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร และรถอื่นตาม ที่กำหนดในกฎกระทรวง

รถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหารต่างก็เป็นรถ

ตามความหมายของคำว่า “รถ” ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกทั้งสิ้น ทั้งนี้เนื่องจากเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังของเครื่องยนต์ หรือพลังงานอย่างอื่น ดัง ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4(9) แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ดังนี้

“รถ” หมายความว่า ยานพาหนะทุกชนิดที่ใช้ในการขนส่งทางบกซึ่งเดิน ด้วยกำลังของเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น และให้หมายความรวม ตลอดถึงรถพ่วงของรถนั้นด้วย ทั้งนี้เว้นแต่รถไฟ

คำว่า “ยานพาหนะ” มาจากคำว่า “ยาน” สนธิกับคำว่า “พาหนะ”

คำว่า “ยาน” หมายถึงสิ่งที่ขับเคลื่อนได้ เช่น อากาศยาน ยานอวกาศ ยานยนต์ เป็นต้น

คำว่า “พาหนะ” หมายถึงวัตถุที่ใช้ในการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ

เคยมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วในอดีต และอาจจะเกิดได้อีกในอนาคต หากไม่ทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “รถ” พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ให้เกิดความกระจ่างแจ้ง

ปัญหาก็คือได้มีประชาชนที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรหรือการพาณิชย์ ได้นำเอาเครื่องยนต์ที่ใช้เพื่อการอย่างอื่นที่ไม่ใช่เพื่อการขนส่งทางบก เช่น นำเอาเครื่องสูบน้ำมาประกอบเข้ากับพาหนะ เช่น นำรถไถนาเดินตามมาประกอบเข้ากับพาหนะที่มีล้อสี่ล้อ หรือนำเอารถจักรยานยนต์มาประกอบเข้ากับพาหนะแล้วเพิ่มล้อขึ้นอีกหนึ่งล้อเพื่อใช้ในการขนส่งคนหรือสิ่งของ เป็นต้น ทำให้กลายสภาพเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งทางบก ตามคำนิยาม “รถ” ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 (9) แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฯ แต่รถต่างๆ ดังกล่าวไม่สามารถนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ ทำให้ไม่มี เลขทะเบียน

กรณีเช่นนี้มักมีการตีความว่ารถดังกล่าวไม่ใช่ “รถ” ตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ทั้งที่เมื่อประกอบเข้ากับพาหนะแล้ว เข้าลักษณะเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งทางบก ซึ่งตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฯ เรียกว่า “รถ”

จะขอยกตัวอย่างกรณีรถสามล้อแดงที่ใช้ขนส่งพืชผักตามตลาดต่าง ๆ เกิดอุบัติเหตุชนกับรถยนต์ เจ้าหน้าที่ของรัฐสมัยที่ยังเป็นกรมการประกันภัยตีความว่ารถสามล้อแดงไม่ใช่ “รถ” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ซึ่งถ้าตีความดังนี้แล้ว บริษัทที่รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ต้อง จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ขับขี่รถสามล้อแดงซึ่งได้รับบาดเจ็บ

ทว่า บริษัทมีความเห็นว่ารถสามล้อแดงเป็น “รถ” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ จึงไม่จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยในรถสามล้อแดง ผู้ประสบภัยจึงไปขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุน กองทุนจึงจ่ายค่าเสียหายให้ไป แล้วไล่เบี้ยเอากับบริษัท

ในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษปรับเจ้าของรถสามล้อแดงฐานไม่จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย

การที่มีการดำเนินคดีกับเจ้าของรถฐานไม่จัดให้มีการประกันความเสียหาย สำหรับผู้ประสบภัยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ แสดงให้เห็นว่า เจ้าพนักงานที่เกี่ยวกับการยุติธรรมทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ หรือศาล ต่างก็มีความเห็นว่า รถสามล้อแดงเป็น “รถ” ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ฯ จึงเป็น “รถ” ตามคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ

อีกกรณีหนึ่ง เป็นอุบัติเหตุที่เกิดแก่ผู้ประสบภัยที่ขับรถจักรยานติดเครื่อง ยนต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยตีความว่ารถจักรยานที่นำไปติดเครื่องยนต์ไม่ใช่ “รถ” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ทั้งที่รถดังกล่าวนี้เข้าลักษณะเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ฯ อย่างชัดแจ้ง ดังจะเห็นได้จากคำนิยาม “รถจักรยานยนต์” ไว้ดังนี้

“รถจักรยานยนต์” หมายความว่า รถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์หรือกำลังไฟฟ้าและมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งล้อ และ ให้หมายความรวมถึงรถจักรยานที่ติดเครื่องยนต์ด้วย

ที่กล่าวมาแล้วเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับคำว่า “รถ” ซึ่งแท้จริงแล้วมันเป็น “รถ” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ แต่ถูกตีความไม่ใช่ “รถ” ตามพระ ราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ จนนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย โดยการเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารสามารถออกกฎกระทรวงให้มีรถอื่นตามที่กำหนดในกฎ กระทรวงเพิ่มขึ้นมาอีก แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้รถอื่น เป็น “รถ” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ แต่อย่างใด
 
ที่มา : นสพ.สยามธุรกิจ