ฝรั่งกลัวน้ำท่วม! ลดรับประกันต่อ..
พุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะ ประธานคณะกรรมการกฎหมายและกฎระเบียบ สมาคมประกันวินาศภัย กล่าวกับ “สยามธุรกิจ” ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมนี้เป็นช่วงของการต่อสัญญากรมธรรม์ประกันภัยต่างๆ รวมถึง กรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติรวมน้ำท่วม ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางบริษัทรับประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอส์) ในต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นบริษัทจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้ประชุม ที่สิงคโปร์ มีการหารือถึงสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยรวมถึงการต่อสัญญาประกันภัย

>>ตปท.คุมเข้มต่อสัญญาประกันน้ำท่วม คุ้มครองลูกค้าเก่าแต่ลิมิตความรับผิด

ซึ่งทางรีอินชัวเรอส์ได้แจ้งด้วยวาจา มายังบริษัทประกันวินาศภัยขนาดใหญ่ในประเทศไทยแล้วว่ากรมธรรม์ประกันภัยที่ทำประกันภัยคุ้มครองภัยธรรมชาติไว้ที่ครบอายุและต้องการต่ออายุ ประกันภัยคุ้มครองภัยธรรมชาติสามารถต่ออายุได้บริษัทรับประกันภัยต่อยังรับประกันต่อไป แต่ต้องลดจำนวนความรับผิดชอบหรือ วงเงินความคุ้มครองในสัญญาประกันภัยต่อ (Treaty) ลงจากเดิม

กล่าวคือมีการจำกัดความรับผิดชอบ ต่อ 1 เหตุการณ์ เช่น การรับประกันภัยน้ำท่วมในประเทศไทย กำหนดใน 1 เหตุการณ์ จำกัดความรับผิดชอบทั้งประเทศไม่เกิน 500 ล้านบาท หากเสียหายมากกว่านี้บริษัท ประกันภัยในประเทศไทยรับผิดชอบเอง
ขณะที่การต่ออายุสัญญาการรับประกันภัยต่อแบบเฉพาะราย (facultative reinsurance) อาทิ ประกันภัยความเสี่ยง ภัยทรัพย์สิน (IAR) ประกันอัคคีภัยที่คุ้ม ครองน้ำท่วม เป็นต้น บริษัทรับประกันภัยต่อไม่รับต่ออายุเลย

>>เขตเรดโซนทำใจอดทำใจลูกค้าโอกาสไม่คุ้มครองมีสูง

สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่ไม่มีความคุ้มครองภัยน้ำท่วมอยู่และต้องการทำประกันภัยคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่มเติมในการต่ออายุกรมธรรม์ “พุทธิพงษ์” กล่าวว่า คงลำบากโดยเฉพาะลูกค้าที่อยู่ในพื้น ที่ที่เกิดน้ำท่วมแล้วเพราะตามหลักการประกันภัยถือว่าเป็นภัยแน่นอน (Known Loss) มีความเสียหายเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถ ซื้อประกันภัยได้ ส่วนลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ที่น้ำยังไม่ท่วมแต่มีความเสี่ยงสูงจะท่วม เช่น สมุทรปราการ บริษัทประกันภัยอาจจะรับประกันภัยหากแต่จำกัดวงเงินความรับผิดหรือให้ผู้เอาประกันภัยร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรก (Excess หรือ deductible) ในวงเงินสูงขึ้นขึ้นอยู่กับบริษัทประกันภัยแต่ละแห่ง

>>บีบขึ้นเบี้ย-ปรับเงื่อนไข-แยกสัญญาชงรัฐออกบอนด์ตั้งกองทุนมหันตภัย

“พุทธิพงษ์” กล่าวว่า ปกติสัญญาประกันภัยต่อ (Treaty) จะต่ออายุกรม ธรรม์ให้เสร็จภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายนหากจะล่าช้าออกไปไม่เกินกลางเดือนธันวาคม โดยบริษัทรับประกันภัยต่อต่าง ประเทศกำลังรอประเมินความเสียหายน้ำ ท่วมครั้งนี้อยู่เพื่อดูว่าจะปรับปรุงเงื่อนไขสัญญาประกันภัยต่อสำหรับความคุ้มครอง ในปีหน้าอย่างไรจะมีอยู่ 2-3 ประเด็นคือ 1.การรับประกันภัยธรรมชาติทุกชนิดจะมีข้อจำกัดความเสียหายต่อเหตุการณ์ 2.ร้องขอให้บริษัทประกันภัยปรับปรุงเบี้ยให้เหมาะสมกับความเสียหายหรือแยกสัญญาภัยธรรมชาติออกจากภัยปกติจากเดิมรวมอยู่ในสัญญาประกันต่อฉบับเดียว กัน เพื่อคำนวณเบี้ยประกันให้เหมาะสมสำหรับอัตราเบี้ยประกันภัยหากเป็น ประกันอัคคีภัยเป็นพิกัดอัตรา (ทาร์ริฟ) อยู่ แต่ถ้าเป็นประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risk : IAR) เป็นนอน ทาร์ริฟ ซึ่งด้วยสถานการณ์แบบนี้ก็ขึ้นอยู่ กับนักคณิตศาสตร์ประกันภัยของแต่ละบริษัทที่จะคำนวณความเสี่ยงให้เหมาะสม กับเงินกองทุน หากเป็นบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่เบี้ยอาจจะถูกกว่าบริษัทขนาด เล็กเพราะฐานะการเงินแข็งแกร่งกว่า และ 3.ตลาดประกันภัยในประเทศไทยต้องปรับปรุงขนานใหญ่เพราะเมื่อบริษัทรับประกันภัยต่อมีแนวโน้มแบบนี้ การ ต่อสัญญาประกันภัยต่อยากขึ้น ผู้บริโภคลำบากทำประกันยาก เบี้ยประกันแพงขึ้น เป็น 100% ในอนาคตบริษัทประกันภัยของ ไทยต้องร่วมมือกับภาครัฐตั้งกองทุนมหันตภัย ขึ้นมาเหมือนประเทศญี่ปุ่นที่มีกองทุนแผ่น ดินไหวเพื่อกระจายความเสี่ยงไม่ให้กระจุก ตัวอยู่ที่บริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ เพิ่มกำลังความสามารถ (Capacity) ให้กับธุรกิจประกันภัยในประเทศไม่ใช่ พึ่งต่างประเทศตลอดต้องคอยคำตอบจาก ต่างประเทศ

“ความเห็นของผมการตั้งกองทุนเป็นวิธีแก้ไขที่ดีที่สุดและง่ายที่สุด วิธีการตั้งรัฐบาลออกพันธบัตร (บอนด์) เฉพาะกิจ ให้บริษัทประกันภัยหรือรีอินชัวเรอส์มาซื้อระดมเงินมาตั้งกองทุนออกเป็นบอนด์ระยะยาว 10 ปีเป็นอย่างน้อย มูลค่าประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาทเพราะตอนนี้ไทยมีความเสี่ยงถ้าปีหน้าเกิดภัยแบบนี้อีกขณะที่กำลังความสามารถของบริษัทประกันภัยไทยหายไปหมดจะปล่อยผู้เอาประกันไปตามยถากรรมไม่ได้

ให้กองทุนเป็นผู้รับประกันต่อจากบริษัทเอาเบี้ยประกันส่วนหนึ่งส่งเข้ากองทุน เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นบริษัทประกันภัยจ่ายไปแล้วมาเรียกเงินจากองทุนหากไม่มีความเสียหายกองทุนไปบริหารจัดการไปลงทุนสร้างไซส์ให้ใหญ่ขึ้นขยายไปถึงภัยอื่นๆ แง่รัฐไม่มีความเสี่ยงประหยัดกว่าการแจกเงินครอบครัวละ 30,000 บาท”

>>วินาศภัยเร่งเคาะโมเดลใหม่ก่อนสิ้นปีรีอินชัวเรอส์ส่งผู้เชี่ยวชาญช่วยเฟ้น

ด้าน “จีรพันธ์ อัศวะธนกุล” นายกสมาคมประกันวินาศภัย กล่าวกับ “สยามธุรกิจ” ถึงการศึกษารูปแบบการรับประกันภัยสำหรับมหันตภัยที่จะทำร่วมกันทุกบริษัท (pool) ว่าอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาโมเดลต่างๆ จากต่างประเทศขณะนี้มีโมเดลของประเทศญี่ปุ่น ฝรั่งเศสและบางรัฐในสหรัฐอเมริกาในการจัดการกับมหันตภัยอยู่ในมือแล้ว อีกทั้งปลายสัปดาห์ นี้บริษัทรับประกันภัยต่อขนาดใหญ่ของโลกจะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูโมเดล ที่เหมาะสมในการบริหารความเสี่ยงภัยใหญ่ๆ ในประเทศไทยที่บริษัทรับประกันภัยต่อสามารถรับได้พร้อมกับนำโมเดลต่าง ประเทศมาให้ดูเพิ่มเติมด้วย

“ตามเป้าหมายของเราอยากทำโมเดลให้เสร็จก่อนสิ้นปีนี้ ทางคปภ.ก็เร่งเรา อยู่ตามการตั้งคณะทำงานทั้ง 4 คณะที่จะร่วมกับภาครัฐ ได้แก่ คณะทำงานศึกษา รูปแบบการรับประกันภัย คณะทำงานมาตรการฟื้นฟูและประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน คณะทำงานมาตรการทางภาษีในการกำหนดเงินสำรองค่าสินไหมทดแทน การนำเข้าเครื่องจักรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายและคณะทำงานติด ตามและประเมินมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วมมีใครบ้าง ประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งแต่จุดสำคัญอยู่ที่รัฐบาลแผนการบริหารความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติเพราะมีผลกระทบกับต่อทุกธุรกิจ”